วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน









การขับรถอย่างปลอดภัย ขึ้นอยู่กับความรู้ 5 ประการ หรือหลัก 5 "ร"




1. รอบรู้เรื่อง "รถ"


นักขับที่ดีจะต้องรอบรู้เรื่องรถที่
ขับขี่เป็นอย่างดี หมั่นตรวจตรา
แก้ไขข้อ บกพร่องอยู่เสมอ โดย


เฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนออกเดินทางไกลควรจะได้ ตรวจอุปกรณ์เพื่อความ
ปลอดภัยที่สำคัญ ๆ

(1) เครื่องยนต์
(2) ห้ามล้อ
(3) ยาง
(4) นอตบังคับล้อ
(5) พวงมาลัย
(6) ที่ปัดน้ำฝน
(7) กระจกส่องหลัง
(8) ไฟ

2. รอบรู้เรื่องทาง


ทางแต่ละสายย่อมแตกต่างกัน โดยสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นเส้นทางไม่เคยไป ควรศึกษาจากแผนที่ คู่มือการท่องเที่ยว ถามผู้รู้ หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง,ตำรวจท้องที่ ฯลฯที่สำคัญ ที่สุดท่านจะต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้ายและเครื่องหมายจราจร


3. รอบรู้เรื่องวิธีขับรถ


การขับรถเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ขับรถเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้วิธีแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยฉับพลัน และสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยมิได้คาดคิด เนื่องจากขาดความชำนาญ เช่น เบรกจะทำอย่างไร

4. รอบรู้เรื่องกฎจราจร


กฎจราจรมีไว้เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนประพฤติปฏิบัติในแนวเดียวกัน เพื่อ ความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็ว

5. รอบรู้เรื่องมารยาทในการขับรถ


มารยาทในการขับรถมีความสำคัญไม่น้อยในการใช้รถใช้ถนน นักขับขี่ ที่ดีควรแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ อะลุ้มอล่วย เห็นใจ แนะนำและให้อภัย ต่อความผิดพลาดของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการแสดงมารยาทที่ไม่สมควร





เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย


หลักการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้น เพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง

- ตรวจระบบไฟส่องสว่างทั้งหมด
- ตรวจสภาพยางรถยนต์ และเช็กลมยาง
- ตรวจระบบแตร
- ตรวจยางใบปัดน้ำฝน
- ระดับน้ำมัน (น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์, น้ำมันเบรก และน้ำมันพวงมาลัย)
- ระดับน้ำในหม้อน้ำและถังพักน้ำ
- ระดับน้ำกรดของแบตเตอรี่
- ระดับน้ำล้างกระจก (ทั้งหมดนี้จะต้องอยู่ในระดับที่กำหนด)
- ตรวจห้องโดยสาร
- เข็มขัดนิรภัย
- แป้นเบรก แป้นคลัตช์ และเบรกมือ
- มาตรวัดต่าง ๆ
- ตรวจห้องเก็บสัมภาระ
- ยางอะไหล่ (ต้องมีพร้อม)
- เครื่องมือประจำรถ (เช่น เครื่องมือเปลี่ยนยาง)


ความรู้เกี่ยวกับรถที่นำมาใช้

1. ห้ามนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงมาใช้ในทางเดินรถ เพราะอาจเกิดอันตรายหรืออาจทำให้ผู้ใช้และคนรอบข้างเสียสุขภาพ เช่น รถตัวถังผุ ยางล้อรถไม่มีดอกยาง มีควันดำ ฯลฯ
2. รถที่นำมาใช้ต้องมีโคมไฟหน้า-หลัง-ไฟเลี้ยว-ไฟจอด-ไฟเบรก-ไฟฉุกเฉิน- แตร-เบรกมือที่ใช้การได้-ที่ปัดน้ำฝน ครบถูกต้องตามกฎหมาย และต้องติดแผ่นป้ายทะเบียนหน้า-หลัง และติดป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีด้วย


ดื่ม ง่วง โทร เราไม่ขับ


ความรู้ในเรื่องอุบัติเหตุจราจรและการป้องกัน

อุบัติเหตุ เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ โดยการแก้ไขจากสาเหตุที่ทำให้เกิด สำหรับการใช้รถใช้ถนนแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ขับขี่ยานพาหนะตลอดจนสร้างความเสียหาย แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม ได้แก่

1. ผู้ขับขี่ขาดความรอบรู้ในการใช้รถใช้ถนน
2. ประชาชนผู้เดินถนนขาดความรู้เกี่ยวกับการเดินถนน ตลอดจนการโดยสารที่ปลอดภัย
3. ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และขับรถอยู่บนความประมาทขาดความระมัดระวัง หรือขับรถในขณะมึนเมา ซึ่งอุบัติเหตุบนท้องถนนในปัจจุบันที่กำลังเพิ่มปริมาณขึ้นเกิดจากสาเหตุนี้ โดยหลักใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่ามีโครงการรณรงค์ไม่ให้ผู้ขับรถดื่มสุราหรือของมึนเมาขณะขับ รถ

ความรู้ในการขับรถที่เสี่ยงต่ออันตราย

หมายถึงการขับรถบนถนนที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ถนนลื่น ขึ้นลงเขา หรือขับรถทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่ควรมีความรู้ต่างๆ ดังนี้
1. ขับรถขณะฝนตกถนนลื่น ควรชะลอความเร็วรถให้ช้าลงกว่าปกติและทิ้งระยะห่างจากคันหน้าให้มากขึ้น ถ้าขับรถอยู่บนทางที่ให้รถขับสวนกันก็ควรเปิดไฟหน้ารถเพื่อเตือนให้รถที่ วิ่งสวนมามองเห็น เวลาจะหยุดรถควรใช้เกียร์ช่วย ไม่ควรเหยียบเบรกกะทันหันหรือหักพวงมาลัยรถอย่างฉับพลัน เพราะอาจทำให้รถปัดหรือหมุนได้

2. การขับรถขึ้น-ลงเขาสูง เวลาขับรถขึ้นเขาควรใช้เกียร์ต่ำที่มีกำลังพอ เพราะถ้าเครื่องยนต์ไม่มีกำลังพอจะทำให้รถดับได้ ถ้ารถดับและไหลลงจากเขาต้องเหยียบเบรกและใช้เบรกมือช่วย ส่วนเวลาลงเขาก็ควรใช้เกียร์ต่ำเช่นกันเพื่อฉุดกำลังไม่ให้ไหลเร็วจนเกินไป หรือคอยประคองรถด้วยการเหยียบเบรกชะลอให้รถช้าพอที่จะบังคับได้

3. การขับรถทางไกล ในบางครั้งเมื่อมีความจำเป็นต้องขับรถทางไกล ซึ่งอาจมีโอกาสประสบอุบัติเหตุได้ ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติตนดังนี้
ก. ตรวจสภาพและอุปกรณ์ต่างๆ ของรถ ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีและปลอดภัยก่อนออกเดินทาง ดังนี้
- ตรวจช่วงล่าง คันส่งคันชักพวงมาลัย
- ตรวจยางทั้งสี่ล้อ และยางอะไหล่ด้วย ยางไม่มีดอกควรเปลี่ยน นอตล้อขันแน่นหรือไม่ วัดลมยางทั้งสี่ล้อให้ได้ขนาดเหมาะสมกับรถ และควรมีที่วัดลมยางติดไปด้วย
- เตรียมแม่แรงประจำรถ เหล็กขันแม่แรงและกุญแจขันแม่แรง พร้อมทั้งตรวจสอบว่าใช้การได้หรือไม่
- ตรวจระบบเบรก ผ้าเบรก น้ำมันเบรก และตรวจเบรกมือว่าใช้การได้ดีหรือไม่
- ตรวจระบบเครื่องยนต์ ลองสตาร์ตเครื่องว่าเดินเรียบหรือไม่ ถ้าเครื่องเดินไม่เรียบอาจต้องเปลี่ยนหัวเทียนหรือทองขาว
- ตรวจดวงไฟหน้าทั้งสองดวง รวมถึงไฟทุกดวงของรถ ต้องสว่างเพียงพอและให้การได้ดีทุกดวง ปรับไฟสูง-ไฟต่ำให้ได้ขนาดตามที่กำหนดไว้ ถ้าหลอดขาดหรือฟิวส์ขาดให้เปลี่ยน
- ตรวจระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ น้ำในหม้อน้ำ (รังผึ้ง) ถ้าหม้อน้ำแห้งหรือทางเดินของน้ำหมุนเวียนอุดตัน เครื่องยนต์จะร้อน สังเกตได้จากหน้าปัดวัดความร้อน อาจทำให้เสื้อสูบแตกหรือชาร์จละลาย
- ตรวจน้ำล้างกระจก ท่อฉีดน้ำกระจกต้องไม่อุดตัน ที่ปัดน้ำฝนยังใช้การได้ดี
- ตรวจน้ำมันเครื่อง และไส้กรองน้ำมันเครื่องจะต้องเปลี่ยนทุก 5,000-10,000 กิโลเมตร
- ตรวจน้ำมันเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอหรือไม่ และไส้หม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิงต้องสะอาด ซึ่งจะต้องเปลี่ยนทุก 10,000- 20,000 กิโลเมตร น้ำมันเชื้อเพลิงต้องเติมให้ค่าออกเทนตรงกับสภาพรถ ซึ่งสามารถสอบถามได้ตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆ
- ตรวจระบบแตรว่าใช้การได้ดีหรือไม่
- ตรวจระบบแอร์ ถ้าน้ำยาแอร์ไม่พอ แอร์จะไม่เย็น โดยดูจากช่องดูน้ำยาแอร์ใกล้ๆ กับคอมเพรสเซอร์ของแอร์ จะมีฟองอากาศและให้ตรวจ ดูสายพานแอร์ว่าหย่อนหรือชำรุดหรือไม่ และให้ตรวจดูสายพานแอร์ว่า
- ตรวจการรั่วไหลของน้ำ น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่นต่างๆ
- นำรถไปอัดฉีดจาระบีล้อ เติมน้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย



หมวกนิรภัย ความปลอดภัยของผู้ใช้จักรยานยนต์


หมวกนิรภัย

     ปัจจุบันรถจักรยานยนต์จัดเป็นพาหนะที่ประชาชนให้ความนิยมกันอย่างมากในการเดินทางสัญจรเนื่องจากมีราคาถูก ขับขี่ง่าย สะดวก ประหยัดนํ้ามัน และมีความคบ่องตัวในการใช้งาน แต่อันตรายของอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ก็สูงมากเช่นกัน ดังคำพูดที่ว่า "เนื้อหุ้มเหล็ก" ไม่บาดเจ็บก็ตาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุผู้ขับขี่และผู้โดยสารมักจะพุ่งลอยไปข้างหน้า โอกาสที่ศีรษะจะกระแทกวัตถุข้างหน้ามีมากจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะและสมอง ที่ส่งผลให้เกิดความพิการและอันตรายต่อชีวิตได้ หมวกนิรภัย เป็นอุปกรณ์สำคัญในการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะได้เป็นอย่างดีจากสถิติพบว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุผู้ที่ไม่สวมหมวกนิรภัยจะได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะมากกว่าผู้ที่สวมหมวกนิรภัยถึง 2-3 เท่า

หมวกนิรภัย

ประเภทของหมวกนิรภัย


1. หมวกนิรภัยแบบปิดเต็มหน้า เป็นหมวกเต็มใบเปิดช่องตรงหน้า ตำแนห่งตาเท่านั้น มีส่วนป้องกันปากและคางด้านหน้า
2. หมวกนิรภัยแบบเต็มศีรษะ เป็นรูปทรงกลมปิดด้านข้างและด้านหลังเสมอแนวขากรรไกรและต้นคอด้านหลัง ด้านหน้าเปิดเหนือคิ้วลงมาถึงปลายคางและมีสายรัดคาง
3. หมวกนิรภัยแบบครึ่งศีรษะ เป็นรูปครึ่งทรงกลม ปิดด้านข้างและด้านหลังเสมอระดับหู คลุมได้ครึ่งศีรษะ มีสายรัดคาง หมวกชนิดนี้สามารถป้องกันได้เฉพาะศีรษะส่วนบนเท่านั้น

การเลือกใช้หมวกนิรภัย


1. ควรใช้หมวกนิรภัยที่มีเครื่องหมายรับรองมาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
2. เลือกขนาดของหมวกให้พอดีกับขนาดของศีรษะโดยการทดลองสวมหมวกนิรภัย คาดสายรัดคางให้แน่นและทดลองโดยการผลักหมวกไปทางด้านหน้าและด้านหลัง ถ้าหมวกเลื่อนขึ้นไปจนถึงกลางศีรษะหรือมากกว่านั้นควรเปลี่ยนขนาดของหมวกใหม่ให้พอดี
3. เลือกหมวกนิรภัยที่มีสีสันสดใส เพื่อช่วยให้คนขับรถอื่นๆ มองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะกลางคืน
4. ควรเปลี่ยนหมวกนิรภัยใหม่ทุก 3-5 ปี เนื่องจากมีการ เสื่อมอายุการใช้งานหรือหมวกที่เคยได้รับการกระแทกมาแล้ว ควรเปลี่ยนหมวกใหม่เช่นกัน "เพื่อความปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยที่ขับขี่"

ข้อแนะนำ สำหรับผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์


ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์


1. ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่ทุกครั้ง
2. ไม่ควรขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง
3. ไม่ควรบรรทุกนํ้าหนักสิ่งของหรือคนโดยสารมากเกิน จนทำให้รถทรงตัวไม่ดี
4. การขับขี่ควรชิดทางด้านซ้ายบายพาหนะอื่นๆ ยกเว้นกรณีที่ต้องเลี้ยวขวา ควรให้สัญญาณไฟก่อนเปลี่ยนช่องทาง
5. หลีกเลี่ยงการขับขี่ระหว่างช่องทางเดินรถ
6. อย่าเร่งเครื่องให้เกิดเสียงดังเกินควร ควรติดตั้งเครื่องลดเสียงที่ท่อไอเสีย
7. ขับขี่ด้วยความระมัดระวังบริเวณทางแยกหรืออกจากซอย(70% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมักจะเกิดตรงทางแยก)
8. ดูกระจกส่องข้างและให้สัญญาณไฟทุกครั้ง ถ้าต้องการเปลี่ยนช่องทางเดินรถ
9. ขับรถให้ช้าลงในที่เป็นหลุมเป็นบ่อเวลาฝนตก หรือหมอกลงจัด และควรเปิดไฟขณะขับขี่
10. ชะลอความเร็วลง ถ้ามีคนหรือสุนัขวิ่งในถนน หรือวิ่งตัดหน้า
11. งดการดื่มสุราก่อนการขับขี่
12. รถต้องมีเลขทะเบียนท้ายรถ และต่ออายุป้ายวงกลม เสียภาษีรถจักรยานยนต์ทุกปี
13. อย่าลืมพกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกปี
14. ตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะขับขี่เสมอ

ป้ายจราจรและค่าปรับที่ควรรู้


ค่าปรับ เมื่อคุณขับรถผิดกฎจราจร










สาเหตุหลัก และปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้ก่ออุบัติเหตุทางถนน


    การขนส่งทางถนนจัดเป็นรูปแบบการขนส่งประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากข้อมูลการรายงานสถิติการขนส่งสินค้าภายในประเทศ  กระทรวงคมนาคม  ปี 2551  พบว่าการขนส่งสินค้าทางถนนมีส่วนแบ่งถึงร้อยละ  82   จากการขนส่งทุกๆรูปแบบ  เนื่องจากมีความสะดวกและรวดเร็ว 
        อย่างไรก็ตาม  พบว่าการขนส่งทางถนนยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุสูง ดังนั้น  การดำเนินกิจกรรมด้านขนส่งจึงไม่มุ่งหวังเพียงแต่การตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบถ้วนและตรงตามเวลาเท่านั้น  ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยในระหว่างการขนส่งทางถนนด้วย  เนื่องจากเรื่องดังกล่าวจะส่งผลต่อการดำเนินงานโดยรวม  ทั้งต่อบุคคลและทรัพย์สิน   กล่าวคือ  การดำเนินกิจกรรมต่างๆขององค์กรนอกจากจะคำนึงถึงความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินกิจการแล้ว  จำเป็นต้องคำนึงกระบวนการทำงานที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่กับการเอาใจใส่ด้านความปลอดภัยในการทำงาน  อันจะสามารถส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพในการทำงานขององค์กรให้ดีขึ้น 

        การจัดการการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ  สิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อกระบวนการการทำงาน  ชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากร  ได้แก่  เรื่องอุบัติเหตุทางถนน  โดยบทความฉบับนี้จะกล่าวถึงอุบัติเหตุที่พบบ่อยครั้งจากการขนส่งสินค้า  การวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและวิธีลดและแนวทางป้องกันอุบัติเหตุทางถนน  ทั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพนักงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถใช้ถนนอีกด้วย

ลักษณะอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน

        ปัจจุบันเมื่อพิจารณาถึงอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้น  สามารถจำแนกลักษณะของการเกิดอุบัติเหตุที่พบบ่อยครั้ง  ได้  3  ลักษณะ  ดังนี้
              1. ลักษณะอุบัติเหตุที่เกิดจากรถชน  อาทิ
                       - รถชนกับรถคันอื่น  (Impact with another vehicle)
                       - รถชนกับสัตว์  (Impact with animal)
                       - รถชนบุคคลภายนอกบาดเจ็บ  (Hit T/P body)
                       - รถชนสิ่งของอื่น (Impact with another objects)  เช่น  การพุ่งชนเสาไฟฟ้า  อาคารบ้านเรือน  เป็นต้น
              2. ลักษณะอุบัติเหตุที่เกิดจากรถเสียหลัก อาทิ
                      - รถตกถนน  (Falling out of road)
                      - รถพลิกคว่ำ  (Overturn)
                      - การลื่นไถล  (Subsidence / landslide)
              3. ลักษณะอุบัติเหตุที่เกิดจากไฟไหม้  หรือภัยระเบิด  (Fire or Explosion)

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน


         หากพิจารณาถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนอย่างถ่องแท้แล้ว  พบว่าอุบัติเหตุทางถนนมิได้เกิดจากเคราะห์กรรมแต่อย่างใด  แต่เกิดจากพฤติกรรมหรือการกระทำของคนเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของคน  ดังนั้นเพื่อเป็นป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน  หน่วยงานหรือองค์กรจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุนั้นๆ  ทั้งนี้เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานด้านการขนส่งทางถนนอย่างปลอดภัย  โดยสามารถจำแนกสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ  ได้  4  ประเภทดังนี้
              1. สาเหตุจากพฤติกรรมการขับรถที่ไม่เหมาะสมของบุคคลหรือพนักงานขับรถ  สามารถจำแนกตามประเภทของความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ  3  ประเภทดังนี้
                    1.1) ความเสี่ยงที่เกิดจากพฤติกรรมของบุคคล  อาทิ  ขับรถโดยประมาท  ขับรถขณะมึนเมา  หลับใน  ขับรถไม่ชำนาญหรือขับไม่เป็น  เสพสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท  เป็นต้น
                    1.2) ความเสี่ยงที่เกิดจากการฝ่าฝืนระเบียบวินัยจราจร  อาทิ   ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด    ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ  ข้ามหรือตัดหน้ารถระยะกระชั้นชิด    แซงรถอย่างผิดกฎหมาย  ขับรถไม่เปิดไฟหรือไม่ใช้แสงสว่างตามกำหนด  ไม่ให้สัญญาณจอด  ชะลอหรือเลี้ยว  ฝ่าฝืนป้ายหยุดทาง  ฝ่าฝืนป้ายสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายจราจร  ไม่ขับรถในช่องทางเดินรถซ้ายสุด  รถเสียไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณ  บรรทุกเกินอัตรา      ขับรถผิดช่องทางหรือขับคร่อมเส้น    ไม่ยอมให้รถที่มีสิทธิ์ไปก่อน  เป็นต้น
                    1.3) ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ  อาทิ  สัตว์หรือพาหนะวิ่งตัดหน้า   คนเดินถนนและข้ามถนน  เช่น  ไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลายหรือสะพานลอย  เป็นต้น
              2. สาเหตุจากรถ อาทิ การนำรถที่มีอุปกรณ์บกพร่องมาใช้ในทาง เช่น เบรก  ไฟสัญญาณ  กระจกส่องหลัง  ที่ปัดน้ำฝน  หรืออุปกรณ์อื่นๆชำรุด  เป็นต้น
              3. สาเหตุจากงานด้านวิศวกรรมโยธา  (ทางและเครื่องหมายสัญญาณ)  อาทิ บริเวณทางแยก  ทางโค้ง  ทางชำรุด  เครื่องหมายสัญญาณชำรุด  เช่น  มีจุดกลับรถในบริเวณทางลงสะพาน  จึงเป็นสาเหตุทำเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง  เนื่องจากรถในขณะลงจากสะพานจะใช้ความเร็วสูง  ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติในลักษณะดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ความรู้  เทคนิคทางวิศวกรรมเข้ามามีบทบาทในการออกแบบเพื่อสร้างถนน  สัญญาณจราจรต่างๆที่ปราศจากจุดที่เป็นความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนได้  เป็นต้น
              4. สาเหตุจากธรรมชาติ  เช่น ฝนตกหนัก  หมอกลงจัด  การขับรถในตอนกลางคืน เป็นต้น

วิธีลดและแนวทางป้องกันอุบัติเหตุทางถนน
          จากการวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน  ทำให้ทราบถึงสาเหตุหลักๆของการเกิดอุบัติเหตุ  ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการสร้างมาตรฐานการใช้รถใช้ถนนเพื่อความปลอดภัย  ลดและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนตามสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ  โดยมีแนวทางในการปฏิบัติได้ดังนี้
               1. เผยแพร่ความรู้  พัฒนาทักษะด้านการขับขี่รถอย่างปลอดภัย  ผ่านการอบรมหลักสูตร “การขับขี่อย่างปลอดภัย (Defensive Driving)”  ทั้งนี้เพื่อให้ทราบถึงข้อควรปฏิบัติที่เหมาะสมในการใช้รถใช้ถนน   เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติทางถนน  โดยเนื้อหาหลักสูตรจะประกอบไปด้วยเรื่องที่สำคัญ  ดังต่อไปนี้
                           เผยแพร่ความรู้การใช้สัญญาณจราจร  เพื่อให้ทราบถึงความหมายของสัญญาณต่างๆที่มีการใช้ในการขับขี่รถยนต์
                           การให้สัญญาณ หมายถึง การให้ข้อมูลหรือบอกความตั้งใจแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนว่าคิดอะไรและกำลังจะทำอะไร  เป็นการสื่อความหมายให้ผู้อื่นทราบ สัญญาณจราจรโดยทั่วไป ได้แก่ ไฟเลี้ยว ไฟเบรก เป็นต้น ในบางครั้งอาจต้องใช้สัญญาณมือช่วยที่สำคัญ คือ  ต้องมีการใช้สัญญาณจราจรอย่างถูกต้อง
                           เมื่อใดจึงจะใช้สัญญาณจราจร
                              - เมื่อจะเลี้ยวรถ
                              - เมื่อต้องการจะแซงรถคันหน้าที่แล่นอยู่
                              - เมื่อต้องการจะเปลี่ยนช่องทางเดินรถ
                         ดังนั้น  สัญญาณจราจรอาจไม่จำเป็นถ้าไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการให้สัญญาณนั้น หรืออาจทำให้ผู้อื่นสับสน
                         เผยแพร่ความรู้เรื่อง “เมื่อง่วงหรือมึนเมาอย่าขับรถ”  เพื่อให้ทราบถึงอันตรายที่อาจได้รับหากขับรถเมื่อมีอาการง่วงนอนหรือมึนเมา  พร้อมทั้งแนะนำแนวทางในการประพฤติตนเมื่อประสบกับภาวะดังกล่าว  อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติตามมาในภายหลัง
                        เผยแพร่ความรู้เรื่อง “หากสภาพอากาศไม่ปลอดภัย  ขับขี่อย่างไรจึงจะปลอดภัย”  เพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบถึงวิธีการปฏิบัติตนและการเตรียมความพร้อม  ในขณะที่ต้องมีการขับขี่รถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุอันมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศแปรปรวน  เช่น เส้นทางที่มีหมอกหนา  การขับรถในขณะฝนตก  การขับรถลุยน้ำ  การขับรถในสถานที่ที่มีลมแรง
                        สิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นใจเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับรถได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆก็ตาม คือ การเตรียมความพร้อมของผู้ขับรถและสภาพรถให้พร้อม
                        เผยแพร่ความรู้อื่นๆที่เกี่ยวข้อง
             2.บังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดและซื่อตรง  เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีในการใช้รถใช้ถนน  ผ่านทางกฎหมายจราจร   ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่มีระเบียบวินัยในการขับขี่รถ
             3. ยกระดับงานด้านวิศวกรรมโยธา  เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจร  ซึ่งไม่เพียงแต่มุ่งสร้างถนนเพียงอย่างเดียว  แต่ควรตระหนักถึงเรื่องการประเมินความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างถนนควบคู่ด้วย  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในสร้างกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
            4. พัฒนาระบบการบริหารจัดการงานด้านความปลอดภัยยานยนต์และขนส่ง  เพื่อมุ่งหวังสร้างกระบวนการทำงานที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีควบคู่กับการบริหารงานด้านความปลอดภัยที่ดี  ใส่ใจคุณภาพชีวิตของคนหรือพนักงานที่เกี่ยวข้อง  อาทิ  การนำกระบวนการไต่สวนอุบัติเหตุเข้ามาใช้ในการสอบสวนถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ  เช่น  เกิดอุบัติเหตเนื่องมาจากการหลับใน  กระบวนการในการไต่สวนอุบัติเหตุต้องสามารถทวนสอบได้ว่า  ทำไมบุคคลคนนั้นจึงเกิดอาการหลับในขึ้นได้  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าการเกิดอาการหลับในดังกล่าว  แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล  ทั้งนี้อาจมาจากนายจ้างต้องการที่จะส่งของอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าทันเวลา  แต่กลับลืมไปเลยว่าพนักงานท่านนั้นอาจขับรถนานต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง  เกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถรับได้  จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น  เป็นต้น
               ดังนั้น  การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ  โดยใช้กระบวนการไต่สวนอุบัติเหตุ  สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง  เนื่องจากทำให้ทราบถึงสาเหตุในการเกิดอุบัติที่แท้จริง  รวมทั้งยังสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นอีกด้วย  โดยกระบวนการในการไต่สวนอุบัติเหตุนั้นจะมุ่งสร้างความยุติธรรมให้กับทั้ง  2  ฝ่าย
            5. สร้างจิตสำนึก  วัฒนธรรมการเอื้อเฟื้อการใช้รถใช้ถนน  เพื่อร่วมสร้างระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน  เพราะหากผู้ใช้รถใช้ถนนแบ่งปันการใช้เส้นทางอย่างสุภาพ  จะสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติทางถนนลงได้  ทั้งนี้การปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการขับขี่รถเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมาตรฐานการลดและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนได้


2 ความคิดเห็น: